นักแปลเอกสารแบบไหนดี

  • Posted on: 4 November 2013
  • By: admin

บล็อกนี้เขึยนขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านการประกอบอาชีพเป็นผู้รับแปลเอกสาร ภาคแรก EPISODE 1 มหากาพย์แห่งเหล่าสาวกนักแปลภาษาอีกอาชีพหนึ่งที่มีความสำคัญเอกอุอย่างยิ่งในฐานะผู้ที่เข้าใจสองโลกหรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับการศึกษาและพื้นฐานต่างๆที่ได้ฝึกฝนมาอย่างยากลำบาก และแน่นอนว่าย่อมเป็นผู้รักการอ่านและมีความรักในงานเขียนด้วยนะครับ

เพราะว่ารักการอ่านย่อมจะมีความรู้มากมายในที่จะถ่ายทอดให้คนทั่วไปได้เข้าใจหรือเรียกว่างานวรรณกรรมนั่นเอง อาทิเช่น งานแปลวรรณกรรม แฮรี่ พอตเตอร์ ภาคภาษาไทย นั่นเอง  ก็กล่าวได้กว่าจะเป็นนักแปลเอกสารและหลังจากที่ได้ตัดสินใจว่าจะก้าวเข้าสู่อาชีพนี้แล้วก็จำต้องเลือกหนทางที่จะเดินในถนนสายนี้นะครับ โดยผมได้คัดลอกความคิดเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาชีพนี้มาให้อ่านกันจาก Pantip ก่อนตัดสินใจเป็นครับ  

บริษัทเอกชนที่จะจ้างนักแปลประจำแบบยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินเดือนแพงๆนั้น แทบจะไม่มีเลย เว้นเสียแต่ว่าจะจ้างให้เป็นนักแปลและ/หรือล่ามประจำโครงการซึ่งจะต้องมีการเซ็นสัญญาและต่อสัญญากันทุกๆหนึ่งปี หรือถ้าโครงการไม่แน่ไม่นอนก็อาจต่อสัญญาทุกๆ 6 เดือนก็ว่าได้

นักแปลที่เรารู้จัก ซึ่งทำงานเป็นล่ามและนักแปลภาษาให้กับบริษัทหรือองค์กรข้ามชาติเงินเดือนค่อนข้างมากนั้น เป็นเพราะว่า มันเป็นงานโครงการ ที่ข้อมูลที่แปลเป็นความลับ จะส่งคนนอกแปลไม่ได้ และอีกอย่างหนึ่งมันมี jargon ที่ใช้ในโครงการนั้น ซึ่งกว่านักแปลจะเรียนรู้จนแปลได้ถูกต้อง ก็ต้องมึนหัว ไปเป็นเวลาหลายเดือน....

ดังนั้น บริษัทเอกชนส่วนใหญ่ที่มีงานแปลมากพอสมควร จึงมักจะอาศัยบริการจากบริษัทแปล และบริษัทแปลจึงตัดราคากันเองเพื่อแย่งลูกค้ากัน

แล้วอีกอย่างหนึ่ง ถึงบริษัทแปลจะมีลูกจ้างประจำ แต่บริษัทรับแปลเอกสารส่วนใหญ่ก็ไม่กล้าจ้างนักแปลประจำเงินเดือนสูงๆ แต่จะจ้าง freelance translator ส่งผลให้เมื่อบริษัทแปลกินหัวคิว freelance translator ไปแล้ว (กินมากถึง 50%) นักแปลเหลือค่าตอบแทนนิดเดียว จึงต้องรีบแปลลวกๆ แบบที่เราเคยทำ ที่เราเรียกมันว่า "ก่วยเตี๋ยวเรือ" นั่นเอง ...ศัพท์ตัวนี้ พี่ nickycharles เป็นคนบัญญัติมันขึ้นมา

ดังนั้น ระบบกินหัวคิว จึงทำให้คุณภาพงานแปลจากบริษัทแปลหลายๆแห่งในประเทศไทย ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ลูกค้าที่เป็นบริษัทเอกชน ก็ต้องยอมทน เอาคำแปลแบบว่า "พออ่านรู้เรื่องก็ดีถมเถไปแล้ว" เนื่องจากไม่มีงบพอที่จะจ้างนักแปลเก่งๆนั่นเอง

เราเคยคิดฟุ้งซ่านหลงทางอยู่นานว่า จะทำอย่างไรให้ลูกค้า กับนักแปล มาพบกันเองได้ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง(คือบริษัทแปล) แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว เห็นว่า ลูกค้าที่เป็นบริษัทหลายๆแห่ง ไม่ยอมจ้างนักแปลที่เป็นบุคคลธรรมดา แต่จะจ้างนักแปลที่เป็นนิติบุคคลเท่านั้น ดังนั้น ทางออกของนักแปลที่มีอยู่ก็คือ

1. จัดตั้งบริษัทขึ้นมาเอง

2. ยังคงเป็นนักแปลอิสระแบบบุคคลธรรมดา แต่ต้องรู้จักผู้คนในวงการต่างๆมากมาย เพื่อที่จะได้งานแปลมา... ยกตัวอย่างเช่น คนที่เรียนจบทางด้านภาษาจากมหาลัยดังๆ เมื่อจบออกไปทำงานเลย 10 ปีขึ้นไป พวกเพื่อนๆที่เรียนด้วยกันในมหาลัยเดียวกัน ก็คงจะกลายเป็นใหญ่ในหน่วยงานต่างๆ เพื่อนฝูงก็จะไม่ลำบาก เพราะจะมีการโยนงานให้กันและกัน...

3. ออกไปหางานเอง คือไปหาลูกค้าเอง แต่ก็อีกนั่นแหละ อาจต้องวนกลับไปข้อ 1. อีกก็ได้ เนื่องจาก ถึงข้อเสนอดี ลูกค้ายอมรับได้ แต่ลูกค้าบางรายก็ยังไม่ยอมจ้างบุคคลธรรมดา ดังนั้น นักแปลก็จะต้องไปตั้งบริษัทเพื่อให้ตัวเองเป็นนิติบุคคลขึ้นมาอีกนั่นแหละ ซึ่งก็เข้าข่ายข้อ 1. เหมือนเดิมนั่นแหละ

สักวันหนึ่ง อาจมีกลไกอะไรที่ทำให้ลูกค้าคิดได้ว่า การไว้วางใจขริษัท เพราะตามไล่เบี้ยได้ ว่าใครรับผิดชอบงานแปล จะทำให้มีการกินหัวคิวนักแปล และทำให้ลูกค้าจ่ายเงินค่าแปลสองเท่า ก็อาจมีกลไกอะไรบางอย่างที่จะช่วยให้นักแปลกับลูกค้าพบกันโดยตรงก็ได้...ซึ่งก็นับว่ายังเป็นความฝันอันลมๆแล้งๆของเราอยู่ ...555+++...

ดังนั้นตอนนี้เราจีงเปลี่ยนอาชีพเป็นรับจ้างแปลหนังสือให้คนอื่น (แบบเป็น ghost translator) ไปพลางๆก่อน แล้วค่อยๆ ขยับขยาย ไปหาอาชีพอื่นทำ คิดว่าจะเปลี่ยนอาชีพเป็นครูสอนโยคะ (เมื่อก่อนอยากเป็นหมอดู) แต่ตอนนี้สอนโยคะจะดีกว่า เพราะท่าทางเราจะรอดตาย แล้วหน้าตาเด็กยิ่งๆ ขึ้นทุกวัน จนทำให้ขาย yoga courses ได้ง่าย เอ่อดีอะ เราจะได้จับสาวๆ ฝึกท่าโยคะ สวยๆงามๆ จะสนุกกว่าแปลนะ ...อิๆๆๆๆ....

ชีวิตนักแปลนะ แสนจะยากลำบาก ทักษะการแปล กว่าจะได้มา ก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้หลายปี แต่งานการ กว่าจะได้มาโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง มันแสนจะยากลำบาก มันเหมือนกับเกษตรกร แต่ตอนนี้เกษตรกร จะดีขึ้นแล้วเนื่องจากผลผลิตนอกจากจะใช้กินเป็นอาหารได้ ก็ยังใช้เป็นพลังงานทดแทนได้อีกด้วย ดังนั้น จึงมีหลักประกันว่า จะทำนา ทำสวนทำไร่ แล้วมีรายได้ตลอดปี ซึ่งอาจจะมั่นคง และร่ำรวยกว่าการเป็นนักแปลเสียด้วยซ้ำไป ......

ในบล็อกหน้าผมจะนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมในด้านอื่นๆของการประกอบอาชีพนักแปลเอกสารนะครับ 

ขอให้มีความสุขความเจริญในชีวิตอย่างพอเพียงและสุขสมหวัง