เทคนิคการแปลเอกสารพื้นฐาน

บล็อกนี้ขอนำเสนอข้อมูลเทคนิคการแปลเอกสารคัดลอกจากคู่มือการแปลครับ เผื่อว่ามีคนสนใจที่จะประกอบอาชีพรับแปลเอกสาร นี้นะครับ น่าจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์พอสมควรครับ 

โดยทั่วไปแล้วสามารถสรุปออกมาได้อยู่ 3 วิธีการด้วยกัน 

  1. ทำการแปลทีละประโยค หรือย่อหน้า โดยให้สรุปรวมความช่วงสั้นๆ ตามประโยคหรือย่อหน้า
  2. แปลทุกข้อความ ส่วนใหญ่จะให้เป็นแบบนี้ครับ เนื่องจากมีความจำเป็นที่ต้องให้เนื้อหาในการแปลเอกสารสมบูรณ์ อาทิเช่น เอกสารสัญญาทั่วไป
  3. แปลสรุปคัดย่อเอาเป็นเนื้อหาบทสรุปโดยย่อ

    อ้างอิงตามวิธีการแปลแบบที่ 1 และแบบที่ 2 ผู้รับแปลเอกสารอาจจะเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมทั้งสองแบบเข้าผสมกันตามความเหมาะสมซึ่งต้องคำนึงถึงเนื้อหาสาระและข้อความต่างๆให้ยังตรงกับต้นฉบับโดยไม่ทำให้ความหมายต้นผิดเพี้ยนไปจนอาจเกิดความเสียหาย โดยในหนังสือเล่มเดียวกันอาจจะมีการแปลทั้งสองแบบผสมรวมกัน โดยต้องคำนึงถึงจุดประสงค์เป็นหลัก แต่ไม่เหมาะสมกับเอกสารที่มีความสำคัญ อาทิเช่น สัญญาต่างๆ หรือเอกสารที่ออกให้โดยทางหน่วยงานราชการ หรือเป็นเอกสารการค้าต่างๆ เพราะอาจจำเป็นต้องใช้อ้างอิงในการประกอบธุรกิจหรืออ้างอิงในศาลเวลาเกิดข้อพิพาทต่อไปครับ   

    ส่วนวิธีแปลเอกสารแบบที่ 3 จะเหมาะสมกับงานแปลข่าว วรรณคดี นิยาย หรือบทความเพื่อความบันเทิงอื่นๆ ที่อาจจะมีเนื้อหาที่ยาวมาก แต่อย่างไรก็ตามวิธีการแปลแบบที่ 3 ก็อาจจะไม่เหมาะสมนักเนื่องด้วยขัดกันกับปฏิญญาสากลของอาชีพผู้รับแปลเอกสาร ซึ่งเป็นข้อตกลงกันในหลายๆประเทศว่าไม่ควรตัดทอนเนื้อหาของต้นฉบับเดิมทิ้งไป ถ้าหากไม่จำเป็น

    เทคนิคการแปลเพิ่มเติม

  4. ข้อความที่ทำการแปลออกมาแล้วต้องมีความถูกต้อง ชัดเจน อ่านเข้าใจง่ายตรงกันกับภาษาต้นฉบับ
  5. มีการใช้คำศัพท์ในระดับที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้อ่านตามเป้าหมาย หรือขึ้นอยู่กับประเภทของเอกสาร อาทิเช่น เอกสารสัญญา ซึ่งควรจะมีศัพท์ด้านธุรกิจและกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องมากพอสมควร
  6. ตรวจสอบคำศัพท์และทบทวนเนื้อหาที่ได้ทำลงไปว่าสามารถเข้าใจได้ในภาษาที่สองที่ทำการแปลออกมาแล้ว โดยยังคงรักษาความหมายตามตัวต้นฉบับอย่างครบถ้วน และเข้าใจได้ตามระดับความยากของเนื้อหาต้นฉบับ
  7. ควรมีความสามารถในการแปลทั้งสองภาษาสลับกันได้อย่างช่ำชอง และควรศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ ในการเพิ่มเติมคำศัพท์ใหม่ๆที่นำมาใช้กัน อาทิเช่น Y2K หรืออาการผิดปกติทางระบบการนับเวลาของคอมพิวเตอร์ เนื่องจากการปี ค.ศ. 1999 เป็น ค.ศ. 2000 ที่มีการใช้มาไม่นานนัก
  8. หากเป็นการเนื้อหาทางวิชาการเป็นหลัก ควรให้คำอภิธานคำศัพท์ เพิ่มเติมในส่วนบางคำที่อาจจะมีเนื้อหายากต่อการเข้าใจครับ
  9. ควรเผื่อเวลาไว้ส่วนหนึ่งเพื่อการตรวจทานงานที่ทำเสร็จแล้ว ว่าถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่เพียงใด

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเนื้อหาข้างต้นจะมีประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอาชีพรับแปลเอกสาร

อ้างอิง : กรมวิชาการ,กระทรวงศึกษาธิการ.คู่มือการแปล.กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์การศาสน